Home สมุนไพรไทย สูตรสมุนไพรตำรับยาโบราณ “น้ำต้มชะพลู” พิชิตเบาหวานชั้นเลิศ กินดีมีประโยชน์

สูตรสมุนไพรตำรับยาโบราณ “น้ำต้มชะพลู” พิชิตเบาหวานชั้นเลิศ กินดีมีประโยชน์

15 second read
0
0
2,383

สูตรสมุนไพรตำรับยาโบราณ “น้ำต้มชะพลู” พิชิตเบาหวานชั้นเลิศ กินดีมีประโยชน์

สมุนไพรไทยที่หลายๆคนรู้จักกันดีและหาได้ง่ายอย่าง “ชะพลู” นั้นมีงานวิจัยยืนยันแล้วว่าเหมาะสำหรับคุณ เนื่องจากมีสารแอนติออกซิแดนต์ แคลเซียม วิตามินเอและซีในปริมาณที่สูงมาก ที่สำคัญ คือช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ดีเลยทีเดียว

โดยตำรับยาพื้นบ้านแก้เบาหวานนั้น แค่เตรียมชะพลูทั้งห้า (ทั้งต้นจนถึงราก) 1 กำมือนำมาต้มกับน้ำ 3 ขันยกขึ้นตั้งเตาเคี่ยวจนเหลือ 1 ขันรับประทานครั้งละครึ่งแก้วกาแฟ ก่อนอาหาร 3 มื้อ เพียงเท่านี้ก็สามารถลดระดับน้ำตาลได้ไม่ยาก

ราก : แก้ธาตุพิการ บรรเทาเบาหวาน ขัดเบา ปวดเจ็บ ช่วยเจริญอาหาร บำรุงธาตุ แก้เมื่อยขบ ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้ปวดท้อง ท้องเสีย แก้เสมหะ แก้ปัสสาวะรดที่นอน ขับเสมหะให้ตกทางทวารหนัก และแก้สะอึก

ต้น : ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ลมจุกแน่นท้อง แก้มูกออกในอุจจาระ

ใบ : ใช้เป็นยาลดเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ แก้ธาตุพิการ ต้านเชื้อแบคทีเรีย และบำรุงธาตุร่างกาย

ดอก : แก้เสมหะในลำคอ ทำให้ชุ่มคอ ขับลมในลำไส้ แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ต้านเชื้อแบคทีเรีย

ผล : ขับลม แก้เสมหะในลำคอ ช่วยย่อยอาหาร ต้านเชื้อแบคทีเรีย

การปลูกชะพลู

ชะพลูเป็นพืชที่เติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน ชอบดินร่วนซุย มีอินทรียวัตถุมาก และมีความชุ่มชื้น ชอบแสงรำไร จึงมักพบชะพลูโตดีในพื้นที่ชื้น มีร่มเงา โดยเฉพาะบริเวณใต้ร่มไม้ ชะพลูสามารถขยายพันธุ์ด้วยการแยกเหง้าหรือหน่อออกปลูก เหง้าที่แยกอาจเป็นต้นอ่อนหรือต้นแก่เพียง 2-3 ต้น ก็สามารถแตกกอใหญ่ได้

การให้น้ำ ควรให้น้ำสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในฤดูแล้งที่มักขาดแคลนน้ำ ส่วนในฤดูฝนต้นชะพลูสามารถเติบโตได้ดีเพียงอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ

การใส่ปุ๋ยอาจใช้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก รวมถึงเศษใบไม้หว่านโรยรอบเหง้าชะพลู ส่วนปุ๋ยเคมีที่ใช้ควรให้สูตร 16-8-8 เพียง 1 กำ/ต้น หลังจากต้นเริ่มแตกเหง้าสร้างทรงพุ่ม

วิธีป้องกันเบาหวานที่สำคัญ ได้แก่

(1). ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ

การออกแรง-ออกกำลังจะทำให้ระดับแป้งและน้ำตาลในกล้ามเนื้อลดลง กล้ามเนื้อจะย่อยสลายแป้งที่สะสมไว้ และดึงน้ำตาลจากเลือดเป็นแหล่งพลังงาน ป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูง การออกกำลังแบบต้านแรง เช่น ยกน้ำหนัก ดึงสปริง ดึงยางยืด พิลาทิส กายบริหารบางท่า เดินขึ้นลงบันไดตามโอกาส ฯลฯ มีส่วนช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งช่วยป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ดีขึ้น

(2). ระวังอย่าให้น้ำหนักเกิน
มวลไขมันที่มากเกินจะปล่อยฮอร์โมนกระตุ้นการอักเสบเข้าสู่กระแสเลือด และทำให้ตัวรับอินซูลิน (insuline receptors) ที่ผนังเซลล์ต่างๆ ดื้อต่ออินซูลิน (อินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ช่วยนำน้ำตาลเข้าเซลล์ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง) ถ้าอ้วนไปแล้ว… ควรเริ่มเปลี่ยนตัวเองจากอ้วนไม่ฟิตเป็นอ้วนฟิต ระวังอย่าให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นไปอีก และพิจารณาลดน้ำหนัก (ถ้าทำได้)

(3). ระวังอย่าให้อ้วนลงพุง
วัดเส้นรอบเอว… ผู้ชายไม่ควรเกิน 90 เซนติเมตร ผู้หญิงไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร และให้คีบหนังหน้าท้องดูว่า หนาเกิน 1 นิ้วหรือไม่ (ไม่ควรเกิน) การลดอ้วนลงพุงจำเป็นต้องใช้วิธีออกกำลัง (ดีที่สุดคือ คาร์ดิโอหรือแอโรบิค เช่น เดินเร็ว เดินขึ้นลงบันไดตามโอกาส จักรยาน ฯลฯ สลับกับการออกกำลังต้านแรง เช่น ยกน้ำหนัก ฯลฯ)

(4). รับแสงแดดอ่อน

รับแสงแดดอ่อนตอนเช้า (ก่อน 8.30-9.00 นาฬิกา) หรือตอนเย็น (หลัง 16.00-16.30 นาฬิกา) วันละ 10-15 นาที และพิจารณากินนมไขมันต่ำเสริมวิตามิน D หรือวิตามินรวมที่มีวิตามิน D เพื่อป้องกันภาวะวิตามิน D ต่ำ ภาวะวิตามิน D ต่ำทำให้ระดับแคลเซียมชนิดแตกตัวเป็นประจุ (ionized calcium) ในเลือดลดลง ซึ่งอาจกระตุ้นให้ต่อมพาราธัยรอยด์สร้างฮอร์โมนมากขึ้น (พบว่า ฮอร์โมนนี้ในระดับสูงเพิ่มเสี่ยงภาวะดื้อต่ออินซูลิน) ทางที่ดีมากๆ คือ อย่ารับแดดอ่อนเฉยๆ ให้ออกแรง-ออกกำลังไปด้วย

(5). ลดข้าวขาว+แป้งขัดสี

วันไหนที่ไม่ได้ออกแรง-ออกกำลังมาก ให้ลดแป้งขัดสี เช่น ข้าวขาว อาหารทำจากแป้ง ฯลฯ และน้ำตาลลง และลดน้ำตาลในรูปเครื่องดื่มรวมทั้งน้ำผลไม้กรองกาก วิธีที่ดีคือ เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง และเปลี่ยนขนมปังขาวเป็นขนมปังโฮลวีท (เติมรำ) อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง, ลดปริมาณข้าว-อาหารทำจากแป้งลง 1/4 ตั้งแต่อายุ 20 ปี, เพิ่มผัก-ถั่วเข้าไปแทน

(6). ไม่ดื่มหนัก

การดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงโรคตับอ่อนอักเสบ (เป็นอวัยวะที่สร้างอินซูลิน) ทำให้กินมาก และอ้วนลงพุงง่าย

(7). ไม่สูบบุหรี่

(8). กินอาหารให้ครบทุกหมู่

ควรกินอาหารสุขภาพ หนักไปทางผัก ถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ฯลฯ เมล็ดพืช นัท (ถั่วเปลือกแข็ง เช่น อัลมอนด์ ฯลฯ อาหารที่มีคุณสมบัติคล้ายนัท คือ ถั่วลิสงต้ม) ปลาที่ไม่ผ่านการทอดอย่างน้อย 80% ของอาหารทั้งหมด อาหารที่คนไทยส่วนใหญ่กินขาดอาหารกลุ่มถั่ว ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่รุนแรงมาก เนื่องจากถั่วมีโปรตีนสูง มีไขมันชนิดดี มีสารพฤกษเคมี-สารต้านอนุมูลอิสระสูง และที่สำคัญมากๆ คือ มีเส้นใยหรือไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำสูง

ขอบคุณข้อมูลจาก : naarn , puechkaset

Load More Related Articles
Load More By samunprai
Load More In สมุนไพรไทย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Check Also

ก่อนทำบุญควรรู้ไว้!! ทำบุญเสริมดวงชะตาตามวันเกิด เสริมสิริมงคล เงินทอง โชคลาภ สมหวังดั่งใจ!!

ก่อนทำบุญควรรู้ไว้!! ทำบุญเสริมดวงชะตาตามวันเกิด เสริมส … …